ตัฟซีรฺ : ดร.อิสมาอีล ลุตฟี

Make sure you have at least Flash Player 7. If not,please download.

รวมบลอกใน gotoknow.org

ริยาดุศศอลิฮีน : หะดีษที่ 15 ขอลุโทษและสำนึกผิด PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย อะบู มูซา   
วันอังคารที่ 04 มกราคม 2011 เวลา 13:50 น.

หะดีษที่ 15

            รายงานจากอะบูหัมเซาะฮฺ อะนัซ อิบนุมาลิก อัลอันศอรีย์[1] – ผู้รับใช้เราะซูลุลลอฮฺ(ศ็อลฯ)- (รอฎิฯ) กล่าวว่า เราะซูลุลลอฮฺ (ศ็อลฯ) ได้กล่าวว่า

لَلهُ أَفْرَحُ بِتَوْبَةِ عَبْدِهِ مِنْ أَحَدِكُمْ سَقَطَ عَلَى بَعِيرِهِ وَقَدْ أَضَلَّهُ فِي أَرْضِ فَلَاةٍ

             “อัลลอฮฺทรงปลื้มปิติกับการขอลุโทษ(เตาบะฮฺ)ของบ่าวของพระองค์ยิ่งกว่าคนที่ได้พบอูฐของเขาอย่างไม่คาดฝันหลังจากที่อูฐของเขาได้หลงหายไปในทะเลทราย”

(บันทึกโดย อัลบุคอรีย์และมุสลิม)

มุสลิมได้บันทึกไว้ว่า เราะซูลุลลอฮฺได้กล่าวว่า

لَلَّهُ أَشَدُّ فَرَحًا بِتَوْبَةِ عَبْدِهِ حِينَ يَتُوبُ إِلَيْهِ مِنْ أَحَدِكُمْ كَانَ عَلَى رَاحِلَتِهِ بِأَرْضِ فَلَاةٍ فَانْفَلَتَتْ مِنْهُ وَعَلَيْهَا طَعَامُهُ وَشَرَابُهُ فَأَيِسَ مِنْهَا فَأَتَى شَجَرَةً فَاضْطَجَعَ فِي ظِلِّهَا قَدْ أَيِسَ مِنْ رَاحِلَتِهِ فَبَيْنَا هُوَ كَذَلِكَ إِذَا هُوَ بِهَا قَائِمَةً عِنْدَهُ فَأَخَذَ بِخِطَامِهَا ثُمَّ قَالَ مِنْ شِدَّةِ الْفَرَحِ اللَّهُمَّ أَنْتَ عَبْدِي وَأَنَا رَبُّكَ أَخْطَأَ مِنْ شِدَّةِ الْفَرَحِ

             

“อัลลอฮฺทรงปลื้มปิติกับการขอลุโทษ(เตาะบะฮฺ)ของบ่าวของพระองค์เมื่อบ่าวของพระองค์คนใดคนหนึ่งได้ขอลุโทษจากพระองค์ ยิ่งกว่าความปลื้มปิติของคนๆหนึ่งที่ได้ขี่สัตว์ที่เป็นพาหนะตัวหนึ่งในท้องทะเลทรายอันกว้างใหญ่ แล้วสัตว์พาหนะตัวนั้นได้หลงหายไปจากตัวเขา อาหารและเครื่องดื่มอยู่บนสัตว์ตัวนั้น ทำให้เขาหมดหวังจากสัตว์ตัวนั้น จึงได้ไปนอนใต้ร่มไม้ต้นหนึ่งด้วยสภาพที่หมดหวังจากการจะได้พบพาหนะของเขา  อยู่ๆสัตว์พาหนะตัวนั้นก็ยืนอยู่ตรงหน้าเขา เขาก็จับเชือกบังเหียนของสัตว์นั้น และกล่าวด้วยปิติยิ่งว่า “โอ้อัลลอฮฺ พระองค์เป็นบ่าวของฉันและและฉันเป็นพระเจ้าของพระองค์” เขาพูดผิดเพราะความปิติยินดีอย่างยิ่ง”  

 

คำอธิบายหะดีษ

            ผู้รับใช้นบี(ศ็อลฯ) : เมื่อนบี(ศ็อลฯ)ได้มายังเมืองมะดีนะฮฺ มารดาของอะนัซ(รอฎิฯ)ได้พาอะนัซไปหาท่านนบี(ศ็อลฯ) และกล่าวว่า นี้อะนัส อิบนุมาลิก ผู้รับใช้ท่าน ท่านนบี(ศ็อลฯ)ก็รับไว้ จึงได้เป็นผู้รับใช้นบี(ศ็อลฯ)

            อะนัซ(ศ็อลฯ)ได้เล่าว่า ท่านเราะซูลุลอฮฺ(ศ็อลฯ)ได้กล่าวว่า

لَلَّهُ أَشَدُّ فَرَحًا بِتَوْبَةِ عَبْدِهِ حِينَ يَتُوبُ إِلَيْهِ مِنْ أَحَدِكُمْ كَانَ عَلَى رَاحِلَتِهِ بِأَرْضِ فَلَاةٍ

(อัลลอฮฺทรงปลื้มปิติกับการขอลุโทษ(เตาะบะฮฺ)ของบ่าวของพระองค์เมื่อบ่าวของพระองค์คนใดคนหนึ่งได้ขอลุโทษจากพระองค์ ยิ่งกว่าความปลื้มปิติของคนๆหนึ่งที่ได้ขี่สัตว์ที่เป็นพาหนะตัวหนึ่งในท้องทะเลทรายอันกว้างใหญ่)

เรื่องมีอยู่ว่า ชายคนหนึ่งอยู่ท่ามกลางทะเลทราย ไม่มีใครอยู่รอบๆเขาสักคน ไม่มีอาหารและน้ำที่จะดื่ม และเขาก็ได้หลงจากอูฐที่เขาใช้เดินทาง เขาควานหาเท่าไรก็ไม่เจอ จึงเดินไปที่ต้นไม้ต้นหนึ่งและนอนใต้ต้นไม้นั้น รอความตาย เพราะเขาหมดหวังที่จะพบอูฐของเขา หมดหวังในชีวิต เพราะอาหารก็ไม่มีให้กิน น้ำก็ไม่มีให้ดื่ม อยู่ๆ ก็เจออูฐของเขาที่ใต้ต้นไม้นั้น เขาดีใจมาก ดีใจจากความหวังในชีวิต กลับไปมีความหวังใหม่ จึงกล่าวคำอุทานออกมาผิดๆถูกๆ ที่ว่า “اللَّهُمَّ أَنْتَ عَبْدِي وَأَنَا رَبُّكَ”(โอ้อัลลอฮฺ พระองค์เป็นบ่าวของฉันและและฉันเป็นพระเจ้าของพระองค์) ซึ่งความจริงเขาต้องการกล่าวว่า “اللَّهُمَّ أَنْتَ ربِّي وَأَنَا رَعَبْدُكَ” (โอ้อัลลอฮฺ ฉันเป็นบ่าวของพระองค์และพระองค์เป็นพระเจ้าของฉัน)

 

บทเรียนจากหะดีษนี้

·        ลักษณะสมบัติบางอย่างของอัลลอฮฺอาจจะใช้เรียกชื่อเหมือนกับลักษณะที่อยู่กับตัวมนุษย์ แต่ลักษณะของอัลลอฮฺนั้นแตกต่างจากมนุษย์ จะเป็นอย่างไรนั้นไม่มีใครทราบได้ เพราะอัลลอฮฺได้ตรัสในซูเราะฮฺ อัล-ชูรอ อายะฮฺที่ 11 ว่า

لَيْسَ كَمِثْلِهِ شَيْءٌ وَهُوَ السَّمِيعُ الْبَصِيرُ

(ไม่มีสิ่งใดเสมอเหมือนพระองค์ และพระองค์เป็นผู้ทรงได้ยิน ผู้ทรงเห็น)

พระองค์จะมีลักษณะ รัก ชอบ ปิติ ดีใจ โกรธ และความรัก ความชอบ ความดีใจ ความโกรธ ของพระองค์จะไม่เหมือนกับมนุษย์

·        การขอลุโทษ คือ ผู้ที่รู้ว่าตัวเองผิด ยอมรับผิดและสัญญาอย่างแน่วแน่ว่าในอนาคตจะไม่หวนกลับไปทำอีก เรียกว่าเตาบะฮฺ(หรือเตาบัต) เมื่อมนุษย์คนใดคนหนึ่งได้กระทำสิ่งนี้เพื่ออัลลอฮฺ พระองค์จะทรงปิติอย่างยิ่ง และไม่ได้หมายความว่า อัลลอฮฺทรงต้องการเพราะขาดแคลนในสิ่งนั้น เพราะอัลลอฮฺทรงร่ำรวยในทุกสิ่ง แต่ปิติในที่นี้เพื่อตัวมนุษย์เอง เมื่อเขาเตาบะฮฺแล้วแนวทางชีวิตของเขาจะสงบสุขทั้งตัวเขาและคนรอบข้าง สุขบนโลกนี้และโลกอาคิเราะฮฺ

·        ความปิติยินดีของมนุษย์บางครั้งทำให้เขากระทำในสิ่งที่เขาเองไม่รู้ตัวว่าเขาได้ทำอะไรลงไปบ้าง อย่างในหะดีษนี้ชายคนนี้ได้พูดในสิ่งที่มีความผิดที่รุนแรงมาก เพราะถ้าเขาตั้งใจพูดแบบนั้น เขาย่อมตกศาสนา(กาฟิรฺ) แต่การกระทำของเขาในลักษณะนี้จะไม่ถือว่าเขาได้ทำผิดลงไป เช่นเดียวกันกับการสาบาน อย่างที่อัลลอฮฺได้ตรัสในซูเราะฮฺ อัล-บะเกาะเราะฮฺ อายะฮฺที่ 225 ว่า

لَا يُؤَاخِذُكُمُ اللَّهُ بِاللَّغْوِ فِي أَيْمَانِكُمْ وَلَكِنْ يُؤَاخِذُكُمْ بِمَا كَسَبَتْ قُلُوبُكُمْ

(อัลลอฮ์จะไม่ทรงเอาโทษแก่พวกเจ้าด้วยคำพูดพล่อยๆ ในการสาบานของพวกเจ้า แต่ทว่าพระองค์จะทรงเอาโทษแก่พวกเจ้า ด้วยการสาบานที่หัวใจของพวกเจ้ามุ่งหมายด้วย)

 

·        การสำนึกผิดและไม่หวนกลับไปทำอีก(เตาบะฮฺ) เป็นสิ่งจำเป็นที่ทุกคนจะต้องกระทำ เพราะมนุษย์เรานั้นจะปลอดจากการกระทำในสิ่งที่ผิดนั้นเป็นไปไม่ได้ เพราะท่านเราะซูลุลลอฮฺได้กล่าวในตอนหนึ่งว่า

كُلُّ ابْنِ آدَمَ خَطَّاءٌ وَخَيْرُ الْخَطَّائِينَ التَّوَّابُونَ

(ลูกหลานอาดัม(มนุษย์)ทุกคนคือนคนผิดและคนผิดที่ดีที่สุดคือผู้ที่ขอลุโทษ(เตาบะฮฺ))[2]

                เมื่อรู้ตัวว่าได้กระทำในสิ่งที่ไม่พึงประสงค์แล้ว โดยเฉพาะสิ่งที่อิสลามห้ามจะต้องด่วนขอลุโทษและตั้งใจอย่างแน่วแน่ว่าจะไม่กลับไปทำในสิ่งนั้นอีก

·        พฤติกรรมของคนเราแยกออกได้เป็นพฤติกรรมที่พึงประสงค์กับพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ พฤติกรรมที่พึงประสงค์สามารถกระตุ้นให้ทำบ่อยๆได้ด้วยการส่งเสริมให้กระทำในสิ่งนั้น เช่น การให้รางวัลหรือการเสริมแรง ส่วนพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์จำเป็นจะต้องหยุดยั้งโดยเร็ว เพราะถ้าปล่อยให้กระทำต่อไปจะเป็นอันตรายต่อตัวเองทั้งโลกนี้และโลกอาคิเราะฮฺ  บางอย่างนั้นอาจะเป็นอันตรายต่อคนรอบข้างและทำให้สังคมขาดความสงบสุข  วิธีการหนึ่งที่จะระงับพฤติกรรมไม่พึงประสงค์คือการให้โทษ และเป้าหมายหลักของการลงโทษคือให้หยุดพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์นั้น เมื่อสามารถหยุดได้และไม่หวนกลับไปทำมันอีก สิ่งนี้แหละทีเรียกว่าเตาบะฮฺ(ขอลุโทษ) เป็นสิ่งอัลลอฮฺส่งเสริมให้พวกเราทุกคนพึงกระทำ

 



[1] อะนัซ อิบนุมาลิก อัลอันศอรีย์ เป็นเศาะหาบะอฺ(ผู้ที่เคยใช้ชีวิตร่วมกับเราะซูลุลลอฮฺ) เสียชีวิตในปี ฮ.ศ. 92 (บางรายงานว่าปี 93) เป็นผู้รับใช้เราะซูลลุลลอฮฺ(ศ็อลฯ)ตลอดชีวิตที่เราะซูลุลลอฮฺได้มาอยู่ ณ เมืองมะดีนะฮฺ( 10 ปี) การรายงานหะดีษอยู่ในระดับเศาะหาบะฮฺ คือ เที่ยงธรรม และนักบันทึกหะดีษที่ได้บันทึกหะดีษของท่านมี อัลบุคอรีย์ มัสลิม อะบูดาวูด อัตติรมีซี อิบนุมาญะฮฺ และคนอื่นๆ

[2] บันทึกโดย อัตติรมีซีย์ และกล่าวว่าหะดีษนี้เป็นหะดีษที่มีสายรายงานจากผู้เดียว ไม่มีผู้ที่รู้จักหะดีษนี้นอกจาก อะลียฺ อิบนุมัซอะดะฮฺ รายงานจาก อัลเกาะตาดะฮฺ อัลบานีกล่าวใน صحيح الترغيب والترهيب ของเขาว่า หะดีษนี้เป็นหะดีษหะซัน حسن

แก้ไขล่าสุด ใน วันอังคารที่ 04 มกราคม 2011 เวลา 14:21 น.
 
XHTML and CSS. | Kepri Portal