Home อัลหะดีษ ริยาดุศศอลิฮีน ริยาดุศศอลิฮีน : หะดีษที่ 12 ทำดีด้วยบริสุทธิ์ใจ ขับเคลื่อนก้อนหิน

ตัฟซีรฺ : ดร.อิสมาอีล ลุตฟี

Make sure you have at least Flash Player 7. If not,please download.

รวมบลอกใน gotoknow.org
ริยาดุศศอลิฮีน : หะดีษที่ 12 ทำดีด้วยบริสุทธิ์ใจ ขับเคลื่อนก้อนหิน PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย อะบูมูซา   
วันอาทิตย์ที่ 05 กรกฏาคม 2009 เวลา 17:43 น.

  หะดีษที่ 12   

             ท่านนบีมุฮัมมัด(ศ็อลฯ) ได้เล่าผลตอบแทนการกระทำของชายสามคนที่ได้หลงเข้าไปในถ้ำและถูกก้อนหินปิดหน้าถ้ำ ทำให้ออกจากถ้ำไม่ได้ พวกเขาไม่สามารถที่จะทำสิ่งอื่นได้แล้วนอกจากขอดุอาอฺจากอัลลอฮฺ ด้วยความดีที่พวกเขาได้กระทำไว้ และความดีนั้มีอะไรบ้าง และเขาจะได้รับตอบแทนอย่างไรนั้น เชิญติดตามอ่านได้

        وعن أبي عَبْد الرَّحْمَن عَبْدِ اللَّهِ بْنِ عُمَرَ بْنِ الْخطَّابِ، رضي الله عنهما قال: سَمِعْتُ رسول الله صَلّى اللهُ عَلَيْهِ وسَلَّم يَقُولُ:

           «انْطَلَقَ ثَلاَثَةُ نفر مِمَّنْ كَانَ قَبْلَكُمْ حَتَّى آوَاهُمُ الْمبِيتُ إِلَى غَارٍ فَدَخَلُوهُ، فانْحَدَرَتْ صَخْرةٌ مِنَ الْجبلِ فَسَدَّتْ عَلَيْهِمْ الْغَارَ، فَقَالُوا : إِنَّهُ لا يُنْجِيكُمْ مِنْ الصَّخْرَةِ إِلاَّ أَنْ تَدْعُوا الله تعالى بصالح أَعْمَالكُمْ

          قال رجلٌ مِنهُمْ : اللَّهُمَّ كَانَ لِي أَبَوانِ شَيْخَانِ كَبِيرانِ ، وكُنْتُ لاَ أَغبِقُ قبْلهَما أَهْلاً وَلا مالاً فنأَى بي طَلَبُ الشَّجرِ يَوْماً فَلمْ أُرِحْ عَلَيْهمَا حَتَّى نَامَا فَحَلبْت لَهُمَا غبُوقَهمَا فَوَجَدْتُهُمَا نَائِميْنِ ، فَكَرِهْت أَنْ أُوقظَهمَا وَأَنْ أَغْبِقَ قَبْلَهُمَا أَهْلاً أَوْ مَالاً، فَلَبِثْتُ وَالْقَدَحُ عَلَى يَدِى أَنْتَظِرُ اسْتِيقَاظَهُما حَتَّى بَرَقَ الْفَجْرُ وَالصِّبْيَةُ يَتَضاغَوْنَ عِنْدَ قَدَمى فَاسْتَيْقظَا فَشَربَا غَبُوقَهُمَا . اللَّهُمَّ إِنْ كُنْتُ فَعَلْتُ ذَلِكَ ابْتِغَاءَ وَجْهِكَ فَفَرِّجْ عَنَّا مَا نَحْنُ فِيهِ مِنْ هَذِهِ الصَّخْرَة ، فانْفَرَجَتْ شَيْئاً لا يَسْتَطيعُونَ الْخُرُوجَ مِنْهُ.

            قال الآخر : اللَّهُمَّ إِنَّهُ كَانتْ لِيَ ابْنَةُ عمٍّ كانتْ أَحَبَّ النَّاسِ إِلَيَّ » وفي رواية : « كُنْتُ أُحِبُّهَا كَأَشد مَا يُحبُّ الرِّجَالُ النِّسَاءِ ، فَأَرَدْتُهَا عَلَى نَفْسهَا فَامْتَنَعَتْ مِنِّى حَتَّى أَلَمَّتْ بِهَا سَنَةٌ مِنَ السِّنِينَ فَجَاءَتْنِى فَأَعْطَيْتُهِا عِشْرينَ وَمِائَةَ دِينَارٍ عَلَى أَنْ تُخَلِّىَ بَيْنِى وَبَيْنَ نَفْسِهَا ففَعَلَت ، حَتَّى إِذَا قَدَرْتُ عَلَيْهَا » وفي رواية : « فَلَمَّا قَعَدْتُ بَيْنَ رِجْليْهَا ، قَالتْ : اتَّقِ الله ولا تَفُضَّ الْخاتَمَ إِلاَّ بِحَقِّهِ ، فانْصَرَفْتُ عَنْهَا وَهِىَ أَحَبُّ النَّاسِ إِليَّ وَتركْتُ الذَّهَبَ الَّذي أَعْطَيتُهَا ، اللَّهُمَّ إِنْ كُنْتُ فَعْلتُ ذَلِكَ ابْتِغَاءَ وَجْهِكَ فافْرُجْ عَنَّا مَا نَحْنُ فِيهِ ، فانفَرَجَتِ الصَّخْرَةُ غَيْرَ أَنَّهُمْ لا يَسْتَطِيعُونَ الْخُرُوجَ مِنْهَا .

           وقَالَ الثَّالِثُ : اللَّهُمَّ إِنِّي اسْتَأْجَرْتُ أُجرَاءَ وَأَعْطَيْتُهمْ أَجْرَهُمْ غَيْرَ رَجُلٍ وَاحِدٍ تَرَكَ الَّذي لَّه وذهب فثمَّرت أجره حتى كثرت منه الأموال فجائنى بعد حين فقال يا عبد الله أَدِّ إِلَيَّ أَجْرِي ، فَقُلْتُ : كُلُّ مَا تَرَى منْ أَجْرِكَ : مِنَ الإِبِلِ وَالْبَقَرِ وَالْغَنَم وَالرَّقِيق فقال: يا عَبْدَ اللَّهِ لا تَسْتهْزيْ بي ، فَقُلْتُ : لاَ أَسْتَهْزيُ بك، فَأَخَذَهُ كُلَّهُ فاسْتاقَهُ فَلَمْ يَتْرُكْ مِنْه شَيْئاً ، اللَّهُمَّ إِنْ كُنْتُ فَعَلْتُ ذَلِكَ ابْتغَاءَ وَجْهِكَ فافْرُجْ عَنَّا مَا نَحْنُ فِيهِ ، فَانْفَرَجَتِ الصَّخْرَةُ فخرَجُوا يَمْشُونَ » متفقٌ عليه.

ความหมายหะดีษ : 

              และรายงานจาก “อะบู อับดุลลอฮฺ” คือ อับดุรรอฮฺมาน บุตร อุมัรฺ อิบนุ อัลค็อฏฏ็อบ รอฎิยัลลอฮุอันฮุมา  ได้กล่าวว่า “ฉันได้ยินท่านรอซูลุลลอฮฺ ศ็อลลอลอฮุอัยฮิวะสัลลาม  พูดว่า :

             มีชายสามคนจากกลุ่มชนก่อนหน้าพวกเจ้า ได้ออกเดินทาง จนถึงเวลาพักตรงกับถ้ำ พวกเขาก็ได้เข้าไปพักในถ้ำ ทันไดนั้น ก้อนหินจากภูเขาก็ได้ลงมาปิดปากถ้ำ พวกเขาก็กล่าวว่า มันจะไม่ช่วยเจ้าให้พ้นจากก้อนหินนอกจำเจ้าจะขอจากอัลลอฮฺตะอาลาด้วยการงานที่ดีของเจ้า

              ชายคนหนึ่งก็ได้พูดขึ้นมาว่า ข้าแต่อัลลอฮฺ ฉันมีพ่อแม่ที่แก่ชรา และฉันไม่เคยให้เครื่องดื่มแก่ใครก่อนท่านทั้งสองเลย ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว(ภารรยาและลูกๆ)หรือบ่าวทาส วันหนึ่งฉันต้องออกไปหาไม้ที่ห่างไกล ฉันไม่สามารถที่จะกลับหาท่านทั้งสองได้ จนกระทั่งท่านทั้งสองได้นอนหลับไป ฉันก็ได้รีดน้ำนมเพื่อท่านทั้งสอง ก็พบว่าทั้งสองหลับสนิทแล้ว ฉันเกรงใจที่จะปลูกท่านทั้งสอง และฉันก็ไม่ยอมให้น้ำนมแก่คนอื่นไม่ว่าจะเป็นครอบครัวฉันหรือบ่าวทาส ฉันยืนถือถาดใส่น้ำนมรอท่านทั้งสองตื่นขึ้นมา จนกระทั้งเช้า และเด็กเล็ก(ลูก)ก็ได้ร้องที่เท้าของฉันเพราะความหิวกระหาย จนกระทั่งทั้งสอง ได้ตื่นจากการนอนหลับและได้ดื่นเครื่องดื่มที่เตรียมแก่ท่าน.. ข้าแต่อัลลอฮฺ ถ้าการกระทำของฉันนี้ ทำเพื่ออัลลอฮฺแล้ว ขอพระองค์ได้โปรดให้พวกเราได้รอดพ้นจากก้อนหินก้อนนี้ด้วยเถิดไดนั้นก้อนหินก็ได้เคลื่อนไป พวกเขาก็ยังไม่สามารถที่จะออกไปได้..

               อีกคนหนึ่งได้กล่าวว่า “ข้าแต่อัลลอฮฺ ฉันมีลูกพี่ลูกน้องที่เป็นหญิงสาวคนหนึ่ง เธอเป็นหญิงสาวที่ฉันรักมาก (บางรายงานว่า) ฉันรักเธอมากเหมือนอย่างที่ชายหนุ่มรักหญิงสาว ฉันต้องการเธอ เธอได้ปฏิเสธฉัน จนกระทั่งปีหนึ่งในหลายๆปี นางได้ประสบกับความยากลำบาก ฉันก็ได้ให้เงินแก่นางจำนวน 120 ดีนาร์ โดยนางจะต้องให้ฉันอยู่กับนางสองต่อสอง(หมายถึงหลับนอนด้วย) นางก็ยินยอม จนฉันสามารถกระทำกับนาง (บางรายงานว่า) เมื่อฉันนั่งอยู่ระหว่างขาสองข้างของนาง นางก็กล่าวว่า “เจ้าจงเกรงกลัวอัลลอฮฺ และอย่าทำลายแหวนนี้  – หมายถึงความบริสุทธิ์ของนาง- เว้นแต่ด้วยสิทธิของมัน (หมายถึงหลังจากผ่านการแต่งงานที่ถูกต้องแล้ว)  ฉันก็ละออกจากนาง และนางเป็นหญิงสาวที่ฉันรักที่สุด ฉันก็ยินยอมให้ทองคำที่ฉันให้แก่นางนั้นเป็นของนาง.. ข้าแต่อัลลอฮฺ ถ้าถ้าการกระทำของฉันนี้ ทำเพื่ออัลลอฮฺแล้ว ขอพระองค์ได้โปรดให้พวกเราได้รอดพ้นจากก้อนหินก้อนนี้ด้วยเถิด” ก้อนหินก็ได้เคลื่อนไป แต่พวกเขาก็ยังไม่สามารถออกจากถ้ำได้

               ชายคนที่สามพูดว่า “ข้าแต่อัลลอฮฺ ฉันได้ว่าจ้างคนงานหลายคน และฉันก็ได้ให้ค่าจ้างแก่พวกเขาทุกคน เว้นแต่มีชายคนหนึ่งไม่ได้เอาค่าจ้างและเดินจากไป ฉันก็นำค่าจ้างของเขามา(ลงทุน)งอกเงย จนกระทั่งได้เพิ่มขึ้นเป็นทรัพย์สินมากมาย หลังจากนั้นเขา-ลูกจ้างที่ไม่ได้เอาค่าจ้าง-ได้มาหาฉัน และพูดว่า “โอ้ ทาสของอัลลอฮฺ จงให้ค่าจ้างแก่ฉัน” ฉันก็บอกเขาว่า “สิ่งที่เจ้าเห็นนั้นแหละเป็นค่าจ้างของเจ้า” ตั้งแต่ อูฐ วัว แกะและข้าทาส ชายคนนั้นก็พูดขึ้นว่า “โอ้บ่าวของอัลลอฮฺ อย่าล้อเล่นกับฉัน” ฉันก็กล่าวว่า “ฉันไม่ได้ล้อเล่นกับเจ้า” ชายคนนั้นก็เอาทรัพย์สินนั้นไปทุกอย่าง และได้จูงไปไม่ได้ทิ้งไว้แม้แต่สิ่งเดียว ... ข้าแต่อัลลอฮฺ ถ้าการกระทำของฉันนี้ ทำเพื่ออัลลอฮฺแล้ว ขอพระองค์ได้โปรดให้พวกเราได้รอดพ้นจากก้อนหินก้อนนี้ด้วยเถิด” ก้อนหินก็ได้เลื่อนไป พวกเขาทั้งสามก็ได้เดินออกไป” 
               
 หะดีษนี้ บันทึกโดย มุตตะฟะกุน อะลัยฮฺ (อัลบุคอรีย์และมุสลิมได้บันทึกพ้องกัน) 

บทเรียนจากหะดีษนี้

                หะดีษนี้ให้บทเรียนที่เป็นประโยชน์แก่เรามากมาย ซึ่งพอที่จะสรุปได้บางส่วนดังต่อไปนี้

                1.  การปลูกฝังคนให้กระทำดี สามารถทำได้โดยการเล่าเรื่องราวที่ผ่านมา เพื่อเป็นแบบอย่างและเป็นบทเรียนแก่คนที่เราเล่าให้ฟัง

                2.  การกระทำดีสามารถที่จะช่วยเหลือได้ แม้บางครั้งตกทุกข์ถึงขั้นอับจนแล้วก็ตาม แต่ด้วยเหตุที่เราเคยกระทำดีไว้ ความดีจะช่วยเหลือเรา ไม่รูปแบบใดก็รูปแบบหนึ่ง

               3.  การกระทำดีกับพ่อแม่ นับเป็นการกระทำดีที่ยิ่งใหญ่อย่างหนึ่ง จากเรื่องที่ท่านนบี(ศ็อลฯ)เล่านี้ แม้จะด้วยความเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทางไกล ก็ยอมยืมถือน้ำนมให้พ่อแม่ได้ดื่มกิน แม้จะเป็นเวลานานจนถึงรุ่งเช้าก็ตาม ลูกเล็กๆเป็นลูกรักของเขาก็ยังไม่สำคัญเท่าการได้ให้พ่อแม่ได้ดื่มกินและอิ่มอาหารจากหิวกระหาย

                4. กรณีของคนที่สอง สอนให้รู้ว่า ความบริสุทธิ์จากการกระทำตามการเชิญชวนของอารมณ์ใคร่ใฝ่ต่ำ ก็นับว่าเป็นความดีที่ยิ่งใหญ่อย่างหนึ่ง

                5. ด้วยความรัก ความต้องการที่มีต่อหญิงสาว ด้วยสภาพที่อำนวยต่อการกระทำตามที่ความใคร่ของตนเองต้องการ สภาพอารมณ์พร้อมที่จะกระทำผิด ด้วยกาลเวลาและความอยากอาจจะปิดบังได้ทุกอย่าง แต่ด้วยนึกถึงอัลลอฮฺ สามารถที่จะยับยั้งในการกระทำนั้นได้ในทันที

                6. บุคคลที่สามารถยับยั้งใจตนเองเพื่อไม่ให้กระทำผิดทางเพศ แม้ว่าเหตุการณ์ต่างๆอำนวยแล้ว บุคคลคนนั้น ท่านนบี(ศ็อลฯ)ได้บอกว่า ในวันกิยามะฮฺจะได้อยู่ภายใต้ร่มเงาของบัลลังค์ของอัลลอฮฺ เพราะเป็นหนึ่งในบุคลลที่มีคุณสมบัติที่จะได้อยู่ภายใต้ร่มเงานั้น 
                    คุณสมบัติที่ว่านี้ คือ ..

وَرَجُلٌ دَعَتْهُ امْرَأَةٌ ذَاتُ مَنْصِبٍ وَجَمَالٍ إِلَى نَفْسِهَا قَالَ إِنِّي أَخَافُ اللَّهَ

             ความว่า : และชายที่หญิงที่มีฐานะ และมีความสวยงาม เชิญชวนร่วมหลับนอนกับตัวนาง ชายคนนั้นพูดว่า “ฉันกลัวอัลลอฮฺ” (หะดีษ บันทึกโดย อัลบุคอรีย์)

                7.  ถ้ามีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องกระทำผิด โดยความผิดนั้นคนอื่นมากระทำ อย่างกรณีหญิงสาวที่จะถูกคนอื่นให้กระทำผิด หรือจะถูกกระทำผิดโดยไม่สามารถที่จะยับยั้งได้ ก็ให้เตือนเขาโดยให้เขานึกถึงอัลลอฮฺ และระลึกถึงในสิ่งที่ถูกต้อง สิ่งที่ควรจะทำ

                 8. ในกรณีของชายคนที่สาม การทำความดีด้วยการซื่อสัตย์ ซื่อตรง และกระทำดีให้แก่คนอื่น ซึ่งในกรณีนี้ถ้าชายคนนี้เพียงแค่หยิบยื่นเงินค่าจ้างที่เขายังไม่ได้จ่ายให้ จ่ายให้ลูกจ้างที่เงียบหายไปคนนั้น ชายคนนั้นก็ถือว่าเป็นคนที่ซื่อสัตย์และเป็นที่นิยมแล้ว แต่ในที่นี้กลับตรงกันข้ามไม่ใช่ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ ไม่ใช่หยิบยื่นเฉพาะค่าค้างจ่ายที่เขายังไม่จ่าย แต่กลับทำในสิ่งที่เพิ่มพูนแก่เขาและหยิบยื่นในแก่เขาทั้งหมด ความดีในลักษณะนี้ถ้าจะเปรียบเทียบในหะดีษนี้แล้วมีความยิ่งใหญ่เทียบเท่ากับการทำดีกับพ่อแม่ เทียบเท่ากับการละสิ่งยั่วยุทางเพศที่อำนวยให้กระทำผิด

                 9. ก้อนหินที่ทับทมปิดกั้นทางออกนั้น ผู้ที่สามารถเลื่อนออกไปจากทางออกจริงๆแล้ว คือ อัลลอฮฺ(สุบหฯ) ไม่ใช่รถยก ไม่ใช่แรงคน เพราะรถยกหรือแรงคนเป็นเพียงขั้นตอนปกติที่จะทำให้ก้อนหินเลื่อนออกไป แต่ถ้าไม่ได้รักการอนุญาตจากอัลลอฮฺก็ไม่สามารถเลื่อนออกไปเช่นกัน

                 10.  อัลลอฮฺจะทรงรับฟังดุอาอฺ คำขอต่างๆจากบ่าวของพระองค์ และพระองค์ก็จะทรงตอบรับตามคำขอนั้นๆ โดยเฉพาะดุอาจากคนกระทำดี ทำด้วยความบริสุทธิ์ใจ ไม่ใช่ที่ทำไปเพื่อโอ้อวด หรือเพื่อให้เขาเยินยอ อย่างในกรณีนี้ทั้งสามคนได้กระทำความดีนั้น ทำด้วยความบริสุทธิ์ใจ(อิคลาส) ทำไปเพื่ออัลลอฮฺ

اللَّهُمَّ إِنْ كُنْتُ فَعَلْتُ ذَلِكَ ابْتغَاءَ وَجْهِكَ فافْرُجْ عَنَّا مَا نَحْنُ فِيهِ

           “ข้าแต่อัลลอฮฺ ถ้าการกระทำของฉันนี้ ทำเพื่ออัลลอฮฺแล้ว ขอพระองค์ได้โปรดให้พวกเราได้รอดพ้นจากก้อนหินก้อนนี้ด้วยเถิด”

                 และแล้วด้วยความบริสุทธิ์ใจ(อิคลาศ)ของทั้งสาม อัลลอฮฺก็ได้ตอบสนองความต้องการของพวกเขา ก้อนหินที่ปิดบังเขาอยู่ก็ได้เลื่อนออกไป

แก้ไขล่าสุด ใน วันอาทิตย์ที่ 05 กรกฏาคม 2009 เวลา 18:13 น.
 

ขับเคลื่อนโดย almustofa.com. Valid XHTML and CSS.