Home คำโอวาทแก่บุตรหลาน คำโอวาทแก่บุตรหลาน : หลักปฎิบัติอันดับสาม

ตัฟซีรฺ : ดร.อิสมาอีล ลุตฟี

Make sure you have at least Flash Player 7. If not,please download.

รวมบลอกใน gotoknow.org
คำโอวาทแก่บุตรหลาน : หลักปฎิบัติอันดับสาม PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย หะยีมุสตอฟา หะยีสาอิ : อิบนมุสตอฟา เชิงอรรถ   
วันจันทร์ที่ 24 สิงหาคม 2009 เวลา 05:43 น.

หลักปฏิบัติในศาสนาอิสลามประการที่สำคัญที่สุด... 

อันดับสาม  

                  จะต้องเชื่อมั่นต่อเรื่องและบัญญัติที่อุละมาอฺมุสลิม(ผู้รู้และผู้เชี่ยวชาญทางศาสนาอิสลาม หลายคน)ทั่วโลกที่ให้ทัศนะตรงกัน ถ้าผู้ใดไม่เชื่อจะตกเป็นมุรตัด แต่ ถ้าอุละมาอฺทุกมัซฮับ ทั้ง 4 มัซฮับ(คือ ชาฟีอี มะลีกี ฮัมบาลี และฮะนะฟี)[1] ให้ทัศนะตรงกัน แล้วมีผู้ไม่เชื่อจะถือว่าตกเป็นมุรตัดไม่ได้ และถ้าบรรดาอุละมาอฺ มัซฮับหนึ่งๆให้ทัศนะตรงกัน ถ้ามีผู้ไม่เชื่อก็ไม่ตกเป็นมุรตัดเช่นกัน แต่ไม่ควรจะปฏิเสธและละเมิดการปฏิบัติ และการบรรยายของอุละมาอฺหนึ่งๆ ในมัซฮับหนึ่งๆในเรื่องที่ไม่มีในอัลกุรอานและในหะดีษนบี เราจะปฏิบัติตามก็ได้ ไม่ปฏิบัติตามก็ได้  



[1] การให้ทัศนะที่แตกต่างกันของบรรดาอุลามาอฺ เกิดจากความเข้าใจที่แตกต่างกันในการตีความหมายอายะฮฺอัลกุรอานหรือหะดีษนบี
           อัลกุรอานหรือหะดีษนบีไม่ได้กำหนดบทบัญญัติในทุกๆเรื่องอย่างเฉพาะเจาะจง ดังนั้นบรรดอุลามาอฺจึงได้ใช้ความพยายามในการอธิบายหรือกำหนดบทบัญญัติที่ขี้นโดยอยู่ในกรอบของบทบัญญัติอัลกุรอานและหะดีษนบี อิมามอะบูฮะนีฟะฮฺ อิมามมาลิก อิมามซาฟีอี และอิมามาอัฮมัด อิบนุฮัมบัล หรือที่เราเรียกว่า มัซฮับ(แนวทัศนะ)ทั้ง 4 เป็นอุลามาอฺที่ชื่อเสียงมากและแนวความคิดของเขาได้รับการยอมรับไปทั่วโลก
            1.  มัซฮับฮะนาฟี  หมายถึงแนวทางการกำหนดศาสนบัญญัติตามแนวทัศนะและหลักการของอิมามอะบูฮะนีฟะฮฺ
                 อะบูฮะนีฟะฮฺ มีชื่อจริงว่า อัน-นุอมาน บุตรทราบิต เป็นชาวกูฟีโดยกำเนิด มีเชื้อสายเปอร์เซีย เกิดเมื่อปีฮิจเราะฮฺศักราช 80 และเสียชีวิตปี 150 ที่นครแบกแดด(بغداد)
                 ชีวิตของอะบูฮะนีฟะฮฺ เริ่มด้วยการค้าขายจนเป็นที่รู้จักในความซื่สัตย์สุจริต ต่อมาได้ศึกษาหาความรู้และมีความสามารถมากในวิชาตรรก วิชาหะดีษ  และวิชาฟิกฮฺ(ศาสนบัญญัติ) แต่ที่อะบูฮะนีฟะฮฺชอบมากที่สุดคือวิชาฟิกฮฺ ท่านได้เรียนวิชานี้จากอาจารย์ที่มีชื่อเสียงในการตัดสินความที่ใช้ความเห็น(อัรเราะยุ-الرأي)  ดังนั้นท่านอะบูฮะนีฟะฮฺจึงเป็นที่รู้จักว่าเป็นผู้กำหนดแนวทางศาสนบัญญัติที่ใช้ความเห็น
                ด้วยสาเหตุที่ท่านอะบูฮะนีฟะฮฺชอบใช้ความเห็นมากกว่าใช้ตัวบทหะดีษในการนำมาเป็นหลักฐานในการตัดสินความหรือกำหนดบทศาสนบัญญัติ จึงทำให้ท่านถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ที่ไม่ให้ความสำคัญแก่หะดีษ  ซึ่งความจริงแล้วท่านเป็นคนรอบคอบมากในการที่จะรับหะดีษใดหะดีหนึ่ง ท่านจะยอมรับเฉพาะหะดีษมุตะวาติรฺและหะดีษเศาะฮีฮฺมัชฮูรเท่านั้น  เพราะในสมัยของทาน การรายงานเท็จและการสร้างหะดีษเมาฎูอฺ(หะดีษที่แต่งขึ้นมา)แพร่หลายมาก เมื่อเป็นเช่นนี้ท่านจึงต้องระมัดระวังมากในการรับและนำหะดีษไปใช้ บางเรื่องจึงไม่มีหะดีมาอ้างอิง ท่านจำเป็นต้องให้ความพยายามของตนเองในการกำหนดบทบัญญัติด้วยการใช้ความเห็น แต่ก็อยู่ในกรอบของอัลกุรอานและหะดีษนบี
                หลักการกำหนดศาสนบัญญัติของท่านอะบูฮะนีฟะฮฺ อันดับแรกท่านจะยึดอัลกุรอานเป็นที่อ้างอิงก่อน ถ้าไม่มีในอัลกุรอานท่านก็จะยึดเอาหะดีษนบี ถ้าไม่มีอีกทานจะยึดเอาคำพูดของเศาะฮาบะฮฺ แต่ถ้าไม่มีอีกท่านก็จะใช้ความพยายามด้วยด้วยความสามารถของท่านเอง(อิจญติฮาด اجتهاد)
                ความพยายาม(อิจญติฮาด)ของอะบูฮะนีฟะฮฺ โดยทั่วไปแล้วจะใช้หลักการกิยาส(قياس เปรียบเทียบเรื่องที่เกิดขึ้นใหม่กับเรื่องที่มีกล่าวอ้างถึงในอัลกุรอานหรือหะดีษนบี เช่น อัลกุรอานห้ามดื่มเหล้า ที่ห้ามเพราะเหล้าทำให้เมา ฉะนั้นทุกสิ่งทุอย่างที่ทำให้เมา เปรียบเสมือนเหล้า จึงห้ามดื่ม ห้ามเสพ เช่นเดียวกับเหล้า)
                และ อัล-อิสติฮฺซาน(الاستحسان - การทำให้ดี เช่น การยกเว้นในเรื่องปลีย่อยบางอย่างจากหลักทั่วๆไป)
               ศาสนบัญญัติตามแนวทัศนะของอิมามอาบูฮะนีฟะฮฺ(มัซฮับฮานาฟี) นี้ แพร่มากในประเทศอิรัก ปากีสถาน อินเดีย รัสเซีย จีน อัฟกานีสถาน เป็นต้น
             2.  มัซฮับมาลิกี หมายถึง แนวการกำหนดศาสนบัญญัติตามแนวทัศนะของอิมามมาลิก บุตร อะนัส
                 อิมามมาลิก มีชื่อจริงว่า มาลิก บุตรอะนัส อัล-อัศบาฮีย เป็นคนเชื้อสายอาหรับเยเมน บรรพบุรุษของท่านได้อพยพมายังนครมะดีนะฮฺตั้งแต่สมัยนบี(ศอลฯ) ท่านอิมามมาลิกเกิดเมื่อปี ฮ.ศ. (ฮิจเราะฮฺศักราช) 93 และเสียชีวิตเมื่อปี ฮ.ศ. 179 ได้ศึกษาวิชาฟิกฮฺจาก รอบีอะตุลเราะยิ(ربيعة الرأي) และได้ศึกษาวิชาหะดีษจาก อิบนุชีฮาบ อัซเซาะรี(ابن شهاب الظهري)
                 อิมามมาลิกได้เป็นครูสอนในมัสยิดนบีตั้งแต่ท่านอายุได้ 17 ปีเท่านั้น ท่านชอบความเงียบสงบในระหว่างการเรียนการสอน ถ้ามีผู้ใดถามท่านจะไม่ถามเลยว่าคนถามนั้นมาจากไหนและท่านจะตอบทันที ท่านไม่ชอบการพูดที่เปล่าประโยชน์และการหัวเราะในระหว่างการเรียนการสอน ท่านกล่าวว่า
                ผู้ศึกษาหาความรู้นั้นจะต้องเงียบ สงบ และเกรงกลัวอัลลอฮฺ
                 มารยาทของผู้มีความรู้ คือ ไม่หัวเราะ เว้นแต่ การยิ้ม
                หลักการกำหนดบทศาสนบัญญัติตามแนวทัศนะของอิมามมาลิก มีขั้นตอนในการอ้างอิงจากหลักฐานตามลำดับความสำคัญดังนี้
                     1.  อัลกุรอาน
                     2.  อัล-ซุนนะฮฺ(หะดีษนบี)
                     3.  ทัศนะของบรรดาอุลามาอฺที่มีความเห็นตรงกัน (อิจญมาอฺ اجماع)
                     4.  การปฏิบัติของชาวมะดีนะฮฺ
                     5.  กียาส(قياس เทียบเคียง)
                     6.  คำพูดของบรรดาเศาะฮาบะฮฺ
                     7. มะศอลิฮูลมุรซาละฮฺ (مصالح مرسلة) หมายถึง การทำประโยชน์แก่มนุษย์ในเรื่องที่ไม่มีกล่าวในอัลกุรอาน ในหะดีษ อิจญมาอฺ กียาส หรือ อิสติฮซาน อุลามาอฺสามารถที่จะวางบทบัญญัติที่เห็นว่าเป็นประโยชน์แก่มนุษย์ได้ เช่น การรวบรวมอัลกุรอานให้มาอยู่ในเล่มเดียวกันในสมัยเคาะลีฟะฮฺ อะบูบักรฺ
                    8. อุรุฟ(عرف) คือเป็นที่รู้จักของคนในสมัยนั้น หรือ อาดะ(عادة) คือ ประเพณีที่กระทำกันเป็นปกติ เช่น คำว่า อิบนุ(ابن) แปลว่าบุตร ปกติคนอาหรับจะหมายถึงทั้งลูกชายและลูกสาว ซึ่งแตกต่างจากคำว่า วะลัด(ولد) แปลว่าบุตรเช่นกัน แต่จะมีความหมายเฉพาะลูกชายเท่านั้น อย่างคำว่า อัล-วะลัด (الولد) ในสูเราะฮฺ อัน-นิซาอฺ ที่กล่าวถึงการแบ่งมรดกจะหมายถึงบุตรชายเท่านั้น
                     9. ซัดดุซซะรออิอฺ(سد الزرائع) คือ การป้องกันการกระทำในสิ่งที่ไม่ดี(ตัดไฟต้นลม) โดยการห้ามกระทำในสิ่งที่จะนำไปสู่สิ่งนั้น
                         เช่น การห้ามละศีลอดแก่ผู้ที่เห็นจันทร์ค่ำขึ้น 1 ค่ำในเดือนเซาวาลเพียงคนเดียว เพราะจะเป็นการเปิดทางแก่ผู้ที่ต้องการละศีลอด
                    10. อัล-อิสติฮซาน(الاستحسان) คนทั่วไปเห็นว่าดี
                    11. อัล-อิศติศฮาบ(الاستصحاب) หมายถึงการคงไว้ในสิ่งเดิมก่อนที่จะมีหลักฐานอื่นมาอ้างหรือเปลี่ยนแปลง
                          เช่น หลักการถือว่าทุกสิ่งทุกอย่างเป็นสิ่งอนุญาตให้ทำ(ฮะลาล) เว้นแต่มีหลักฐานที่แสดงว่าห้ามหรือฮะรอม(ไม่อนุญาต) สิ่งนั้นจึงเป็นสิ่งฮะรอมที่ต้องห้าม
                มัซฮับมาลีกีนี้ ได้แพร่ในประเทศแถบอัฟริการ เช่น ประเทศซูดาน อิยิปต์ มอรอคโค เป็นต้น
             3.  มัซฮับชาฟีอี คือ การกำหนดศาสนบัญญัติตามแนวทัศนะของอิมามชาฟีอี
                  อิมามชาฟีอี มีชื่อจริงว่า มุฮัมมัด บุตรอิดรีส อัชชาฟีอีย์ สายตระกูลของอิมามชาฟีอีมีความสัมพันธ์กับสายกระกูลของท่านรซูลุลอฮฺ(ศอลฯ) เกิดเมื่อปี ฮ.ศ. 150 (ปีเดียวกันกับท่านอิมามอะบูฮะนีฟะฮฺเสียชีวิต) และเสียชีวิตในปี ฮ.ศ. 240
                   อิมามชาฟีอี เกิดที่ ฆอซซะฮฺ(الغزة) ประเทศชาม(الشام - ประเทศปาเลสไตน์ปัจจุบัน) เติบโตที่นครมักกะฮฺ
                   เด็กชายมุฮัมมัด อิบนุอิดรีส อัชชาฟีอีย์ เป็นที่เลื่องลือในความเฉลี่ยวฉลาด เป็นอัจฉริยะ ท่องจำอัลกุรอานและอัลหะดีษตั้งแต่เยาว์วัย พูดภาษาอาหรับได้คล่อง และยิงธนูได้แม่นยำ จึงนับเป็นผู้หนึ่งที่ได้รับการอบรมสั่งสอนอย่างสมบูรณ์ทั้ง 3 ด้าน คือ ด้านศาสนา ด้านภาษา และด้านการทหาร
                    อิมามชาฟีอี ได้ศึกษวิชาฟิกฮฺที่มักกะฮฺจาก มุสลิม อัล-ซัมรีย์ และสามารถตัดสินความได้เมื่ออายุเพียง 15 ปี จากนั้นท่านได้ติดตามและศึกษาจากอิมามมาลิกที่มะดีนะฮฺจนกระทั่งอิมามมาลิกได้เสียชีวิต แล้วท่านได้ไปสอนศาสนาที่ นัจญรอน(จังหวัดทางตอนใต้ของประเทศซาอุดิอาราเบียปัจจุบัน) จนที่รู้จักและมีชื่อเสียง ในระหว่างนั้นท่านก็ถูกกล่าวหาว่าร่วมกับพวกชีอะฮฺคิดล้มรัฐบาลจึงถูกจับไปยังแบกแดด และที่แบกแดดนี้ท่านได้ศึกษาวิชาฟิกฮฺตามแนวทางของอิมามอะบูฮะนีฟะฮฺ ในช่วงปลายของชีวิตท่านได้เดินทางไปยังอิยิปต์และเสียชีวิตที่นั้น ก่อนเสียชีวิตท่านได้แต่งหนังสือ อัล-อุม(الأم) ซึ่งเป็นหนังสือที่รู้จักและแพร่หลายกันมากในบ้านเมืองเรา  จากการที่ท่านได้ศึกษาจากหลายสถาบันในหลายเมือง ทำให้วิชาความรู้ของท่านกว้างขวางกว่าอุลามาอฺท่านอื่นๆ และท่านเป็นผู้ที่มีชื่อเสียงมากในการวางแนวทางกำหนดศาสนบัญญัติบูรณาการระหว่างหลักที่ยึดหะดีษตามแนวทางของอิมามมาลิกกับหลักการยึดความเห็นตามแนวทางของอิมามอะบูฮะนีฟะฮฺ
                    อิมามชาฟีอี ได้วางลำดับความสำคัญในการนำมาอ้างเป็นหลักฐานในการกำหนดบทศาสนาบัญญัติ ดังต่อไปนี้
                        1.  อัลกุรอาน และ อัลซุนนะฮฺ
                        2.  อิจญมาอฺ(اجماع) คือ ความเห็นตรงกันของบรรดาอุลามาอฺในสิ่งที่อัลกุรอานและอัลซุนนะฮฺไม่ได้กล่าวไว้
                        3.  คำพูดของเศาะฮาบะฮฺ ที่ไม่ขัดแย้งกัน
                        4.  คำพูดของเศาะฮาบะฮฺที่ขัดแย้งกันโดยเลือกเอาที่ใกล้กับอัลกุรอานและอัลซุนนะฮฺมากที่สุด
                        5. กียาส(قياس) หลักการเทียบเคียง เป็นหลักสุดท้ายในการอ้างถึงเมื่อต้องการกำหนดบทศาสนบัญญัติ ซึ่งผิดกับมัซฮับฮานาฟีที่ยึดหลักนี้ก่อนหะดีษอาฮาด(حديث آحاد) ห้ามการอิจญติฮาด(اجتهاد) ที่ไม่ได้เปรียบเทียบกับอัลกุรอานและอัลซุนนะฮฺ และท่านอิมามชาฟีอีคัดค้านการใช้หลักการ อัลอิสติฮซาน(استحسان) อย่างที่อะบูฮะนีฟะฮฺใช้
                  มัซฮับชาฟีอีได้แพร่ในประเทศอิยิปต์ เยเมน เอเชีย และส่วนหนึ่งของประเทศอิรัก
             4.  มัซฮับฮัมบาลี คือ แนวการกำหนดศาสนบัญญัติตามแนวทัศนะอขงอิมามอัฮมัด อิบนุฮัมบัล
                  อัฮมัด บุตรฮัมบัล บุตรฮิลาล บุตรอะซัด อัลไซบานี เกิดที่นครแบกแดด เมื่อปี ฮ.ศ.164 และเสียชีวิตเมื่อปี ฮ.ศ. 241
                 อิมามอัฮมันได้ศึกษาที่มักกะฮฺ มะดีนะฮฺ ชาม เยเมน และเมืองอิสลามอื่น ในขนะที่กำลังศึกษาอยู่ที่มะดีนะฮ ท่านมีความสามารถในการตัดสินความตามแนวทัศนะของอิมามชาฟีอี ภายหลังท่านได้วางแนวทางการตัดสินความตามแนวทัศนะของท่านเอง ท่านได้ท่องจำหะดีษมากกว่า 4 หมื่นหะดีษ และสามารถแยกแยะหะดีษเศาะฮีฮฺจากหะดีษไม่เศาะฮีฮฺได้ จนท่านได้กลายเป็นอุลามาอฺซุนนะฮฺที่มีชื่อเสียงมากในสมัยนั้น ด้วยความสามารถของอิมามอิบนุฮัมบัล อิมามชะฟีอีได้กล่าวว่า ฉันได้จากแบกแดดมา ไม่มีผู้ใดที่อยู่เบื้องหลังฉันที่รอบรู้และสามารถตัดสันความตามศาสนบัญญัตินอกจาก อัฮมัด อิบนุฮัมบัล
                หลักการกำหนดศาสนบัญญัติตามแนวทัศนะของอิมามอัฮมัด อิบนุฮัมบัล จะยึดหลักฐานที่มาอ้างตามลำดับความสำคัญมากน้อยดังต่อไปนี้
                    1.  อัลกุรอานและอัลซุนนะฮฺ เช่นเดียวกับอิมามชาฟีอี
                     2.   คำตัดสินความของบรรดาเศาะฮาบะฮฺ ที่ไม่ขัดแย้งกัน
                     3.  ถ้าเศาะฮาบะฮฺมีความขัดแย้งกัน ท่านจะยึดแนวตามทัศนะที่ใกล้เคียงกับอัลกุรอานและอัลซุนนะฮฺมากที่สุด                
                     4. หะดิษมุรซัล(حديث المرسل หะดีษที่มีสายสืบไม่ได้มาจากเศาะฮาบะฮฺ แต่มากจากตาบีอีน โดยบอกว่ามาจากรอซูลุลลอฮฺ(ศอลฯ)) และหะดีษเฎาะอีฟ ถ้าหะดีษเหล่านั้นไม่ขัดแย้งกับหะดีษอื่น หรือทัศนะของบรรดาเศาะฮาบะฮฺ หรืออิจญมาอฺ โดยทานกล่าวว่า หะดีษเฎาะอีฟ ฉันชอบมากกว่า ความเห็น(الرأي)  ฉะนั้น แม้จะเป็นหะดีษที่อยู่ในระดับเฎาะอีฟ แต่ท่านอิมามอัฮมัดจะนำมาอ้างและให้ความสำคัญมากกว่าการใช้หลักการกิยาส(قياس)
                       5.  กิยาส(قياس) อิมามอัฮมัดจะใช้หลักการกิยาสก็ต่อเมื่อมีความจำเป็นเท่านั้น
                  มัซฮับฮัมบาลีได้แพร่และเป็นที่ใช้กันมากในประเทศอาหรับ เช่น ซาอุดิอาราเบีย คูเวต ซีเรีย และส่วนหนึ่งของประเทศอิรัก
แก้ไขล่าสุด ใน วันจันทร์ที่ 24 สิงหาคม 2009 เวลา 09:54 น.
 

ขับเคลื่อนโดย almustofa.com. Valid XHTML and CSS.